PAF

วัสดุที่ใช้ผลิตพื้นรองเท้าแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน?

MATERIAL GUIDE · FOOTWEAR

วัสดุที่ใช้ผลิตพื้นรองเท้าแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน?

วัสดุที่ใช้ผลิตพื้นรองเท้าแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน?

วัสดุพื้นรองเท้าที่ใช้กันบ่อยในอุตสาหกรรมมี 5 ชนิด คือ EVA, TPU, PVC, PU และยาง การเลือกไม่ได้ดูแค่ความนุ่มหรือความทน แต่ต้องดูน้ำหนัก ความยืดหยุ่น การยึดเกาะ ความทนต่อการสึกหรอ และลักษณะการใช้งานไปพร้อมกัน

สรุปสั้น ๆ:

  • EVA ถ้าอยากได้พื้นเบาและรองรับแรงกระแทก
  • ยางหรือ TPU ถ้าเน้นทนการสึกหรอหรือใช้บนพื้นหลายแบบ (ขึ้นกับสูตรและการออกแบบ)
  • PU ทำเป็นพื้นเบาและยืดหยุ่นได้
  • PVC สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องปรับคุณสมบัติให้เข้ากับการใช้งานและต้นทุน

ไม่มีวัสดุไหนดีที่สุดสำหรับรองเท้าทุกประเภท เพราะประสิทธิภาพของพื้นรองเท้ายังขึ้นกับสูตรผสม ความแข็ง ลายดอกยาง ความหนา และกระบวนการผลิต

ทำไมการเลือกวัสดุพื้นรองเท้าจึงสำคัญ?

พื้นรองเท้ามีผลทั้งกับความสบายเวลาใส่ ประสิทธิภาพตอนเดินหรือวิ่ง และอายุการใช้งาน สำหรับผู้ผลิต การเลือกวัสดุให้ถูกยังช่วยให้ออกแบบรองเท้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและข้อกำหนดการผลิตมากขึ้น

เช่น รองเท้าวิ่งอาจต้องการวัสดุเบาที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ส่วนรองเท้าสำหรับงานอุตสาหกรรมต้องเน้นการยึดเกาะ ความทนทาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ

เรื่องการยึดเกาะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้กังวลจริง ในชุมชน Reddit มีผู้ใช้ตั้งคำถามเรื่องพื้นรองเท้า PVC และ EVA ที่รู้สึกลื่น และแลกเปลี่ยนกันว่าอยากได้วัสดุแบบไหนสำหรับรองเท้าใส่ทั่วไป แต่กระทู้นี้เป็นแค่ประสบการณ์ของผู้ใช้ ไม่ใช่หลักฐานว่า PVC หรือ EVA ทุกสูตรยึดเกาะได้ไม่ดี

เปรียบเทียบวัสดุพื้นรองเท้า 5 ชนิด

ตารางนี้เป็นภาพรวมสำหรับคัดเลือกวัสดุเบื้องต้น คุณสมบัติจริงต่างกันไปตามสูตรและโครงสร้างของพื้นรองเท้า

วัสดุ จุดเด่นโดยทั่วไป ข้อควรรู้ การใช้งานที่เหมาะ
EVA เบา นุ่ม ช่วยรองรับแรงกระแทก ความทนการสึกหรอและการยึดเกาะขึ้นกับสูตรและการออกแบบ พื้นชั้นกลางรองเท้ากีฬา รองเท้าแตะ และรองเท้าลำลอง
TPU หลายสูตรทนการสึกหรอและการงอได้ดี อาจหนักและแข็งกว่าวัสดุโฟมบางชนิด พื้นรองเท้าหรือชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทาน
PVC ปรับความแข็งและความยืดหยุ่นได้ตามสูตร ต้องดูความทนทาน การยึดเกาะ และส่วนผสมที่ใช้ รองเท้าแตะ รองเท้าแฟชั่น และรองเท้าบางประเภท
PU ทำเป็นพื้นโฟมที่เบาและยืดหยุ่นได้ ต้องดูการเสื่อมสภาพตามสภาพแวดล้อมและสูตร พื้นรองเท้าลำลอง รองเท้าทำงาน และรองเท้าบางประเภท
Rubber (ยาง) มีหลายสูตรให้เลือก เน้นการยึดเกาะและทนการสึกหรอได้ น้ำหนัก ความแข็ง และความทนต่างกันตามชนิดยาง รองเท้ากีฬา รองเท้าทำงาน และรองเท้าที่ต้องยึดเกาะดี

ข้อมูลภาพรวมอ้างอิงจากเอกสารเรื่องวัสดุรองเท้าของสหภาพยุโรปและเอกสารด้านวัสดุสำหรับรองเท้า และไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติทุกข้อใช้ได้กับวัสดุทุกสูตร

1. EVA: สำหรับพื้นรองเท้าที่อยากได้ความเบาและนุ่ม

EVA ย่อมาจาก Ethylene Vinyl Acetate เป็นพอลิเมอร์ที่ทำเป็นโฟมได้ จึงนิยมใช้ทำพื้นชั้นกลาง (Midsole) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและเพิ่มความสบายตอนใส่

จุดเด่นของ EVA

  • น้ำหนักเบา: เหมาะกับรองเท้าที่อยากลดน้ำหนักโดยรวม
  • นุ่มและยืดหยุ่น: ปรับสูตรและความหนาแน่นได้ตามความรู้สึกที่ต้องการ
  • ขึ้นรูปได้หลากหลาย: พัฒนาทรงและโครงสร้างพื้นรองเท้าได้หลายแบบ

ข้อจำกัดที่ควรรู้

EVA บางสูตรอาจสึกหรือเสียรูปเมื่อใช้งานซ้ำ ๆ จึงต้องดูความหนาแน่น ความทนต่อการกดอัด และความทนต่อการเสียดสีให้เหมาะกับการใช้งาน

และไม่ควรสรุปว่า EVA ลื่นเสมอไป เพราะการยึดเกาะขึ้นกับสูตรวัสดุ ลายดอกยาง สภาพพื้น และความชื้นรวมกัน

เหมาะกับ: พื้นชั้นกลางรองเท้าวิ่ง รองเท้าเดิน รองเท้าลำลอง และรองเท้าแตะที่เน้นความเบาและสบาย

2. TPU: สำหรับงานที่ต้องการความทนทานและคงรูป

TPU ย่อมาจาก Thermoplastic Polyurethane เป็นเทอร์โมพลาสติกที่ขึ้นรูปด้วยความร้อนได้ คุณสมบัติปรับได้ตามสูตร ตั้งแต่ยืดหยุ่นไปจนถึงแข็งและทนการสึกหรอ

จุดเด่นของ TPU

  • หลายสูตรทนการสึกหรอได้ดี: เหมาะกับชิ้นส่วนที่ต้องเสียดสีกับพื้น
  • ทนการงอ: พัฒนาสูตรให้เหมาะกับชิ้นส่วนที่ต้องขยับซ้ำ ๆ ได้
  • ขึ้นรูปได้ละเอียด: เหมาะกับชิ้นส่วนที่ต้องการรายละเอียดของทรง

ข้อจำกัดที่ควรรู้

TPU ไม่ได้เบากว่า EVA ทุกกรณี และแต่ละสูตรก็นุ่มหรือยึดเกาะไม่เท่ากัน ผู้ผลิตจึงควรดูความหนาแน่น ความแข็ง และคุณสมบัติที่ต้องการจากชิ้นส่วนจริง

เหมาะกับ: ชิ้นส่วนพื้นรองเท้าที่ต้องการความทนทาน พื้นรองเท้าบางแบบ และชิ้นส่วนเสริมโครงสร้างที่ต้องคงรูป

3. PVC: ทางเลือกที่ปรับคุณสมบัติและต้นทุนได้ตามสูตร

PVC ย่อมาจาก Polyvinyl Chloride ใช้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าได้หลายประเภท และปรับความแข็งกับความยืดหยุ่นได้ผ่านสูตรผสมและสารเติมแต่ง

จุดเด่นของ PVC

  • ปรับความแข็งได้หลายระดับ: ออกแบบให้เข้ากับการใช้งานได้
  • เข้ากับกระบวนการขึ้นรูป: ใช้ผลิตชิ้นส่วนตามแม่พิมพ์ได้
  • ออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ยืดหยุ่น: เลือกสูตรให้ตรงข้อกำหนดด้านคุณสมบัติและต้นทุน

ข้อจำกัดที่ควรรู้

การเลือก PVC ต้องดูสูตรผสม ความยืดหยุ่น ความทนการสึกหรอ และการยึดเกาะเป็นราย ๆ ไป อย่าใช้ชนิดวัสดุอย่างเดียวตัดสินว่ารองเท้าจะลื่นหรือไม่

ผู้ผลิตยังควรเช็กข้อกำหนดเรื่องสารเคมีและสารเติมแต่งในสูตร ให้ตรงกับตลาดและประเภทสินค้าที่จะขายด้วย

เหมาะกับ: รองเท้าแตะ รองเท้าแฟชั่น และชิ้นส่วนรองเท้าที่ต้องปรับความแข็ง ทรง และต้นทุนให้ตรงโจทย์การผลิต

4. PU: สำหรับพื้นรองเท้าที่ต้องการความนุ่มและการรองรับแรง

PU ย่อมาจาก Polyurethane เป็นกลุ่มวัสดุที่มีคุณสมบัติหลากหลาย ทำเป็นโฟมเบาและยืดหยุ่นก็ได้ หรือทำให้แข็งและทนทานก็ได้ แล้วแต่สูตร

จุดเด่นของ PU

  • ปรับความนุ่มได้: เหมาะกับพื้นรองเท้าที่เน้นความสบาย
  • ออกแบบพื้นได้หลายแบบ: ทั้งโครงสร้างโฟมและพื้นที่มีความหนาแน่นสูงกว่า
  • มีตัวเลือกด้านประสิทธิภาพหลากหลาย: ขึ้นกับชนิด PU และสูตรที่ใช้

ข้อจำกัดที่ควรรู้

PU บางสูตรอาจเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส ซึ่งเกี่ยวกับความชื้นและโครงสร้างทางเคมีของวัสดุ แต่ไม่ควรเหมารวมว่า PU ทุกสูตรจะเสื่อมแบบเดียวกัน

ถ้าจะผลิตรองเท้าที่ต้องเก็บไว้นาน หรือใช้ในที่ชื้น ควรขอดูผลทดสอบอายุการใช้งานและการเสื่อมสภาพของสูตรที่จะใช้

เหมาะกับ: พื้นรองเท้าลำลอง รองเท้าทำงาน และงานที่ต้องหาสมดุลระหว่างความนุ่ม น้ำหนัก และความทนทาน

5. Rubber (ยาง): สำหรับงานที่ต้องการการยึดเกาะและทนการสึกหรอ

ยางที่ใช้ทำพื้นรองเท้ามีทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ แต่ละสูตรออกแบบให้มีความแข็ง ความยืดหยุ่น และความทนการสึกหรอต่างกันได้

จุดเด่นของยาง

  • เลือกสูตรเน้นการยึดเกาะได้: เหมาะกับรองเท้าที่ต้องเกาะพื้นมั่นคง
  • มีตัวเลือกด้านความทนการสึกหรอ: ขึ้นกับชนิดยางและสารผสม
  • ใช้ได้หลายประเภท: ตั้งแต่รองเท้ากีฬาไปจนถึงรองเท้าสำหรับงานบางลักษณะ

ข้อจำกัดที่ควรรู้

ยางบางสูตรอาจหนักกว่าวัสดุโฟมอย่าง EVA ส่วนความทนทานและการยึดเกาะก็ต่างกันตามสูตรและลายดอกยาง

ถ้าจะใช้กับพื้นเปียก พื้นมัน หรือพื้นที่ทำงานที่มีน้ำมัน ให้กำหนดสภาพพื้นและสารปนเปื้อนที่จะทดสอบให้ชัด อย่าตัดสินจากคำว่า “ยาง” อย่างเดียว

เหมาะกับ: รองเท้ากีฬา รองเท้าทำงาน และรองเท้าที่ต้องทนทานหรือยึดเกาะตามข้อกำหนดการใช้งาน

ควรเลือกวัสดุพื้นรองเท้าแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน?

รู้คุณสมบัติแต่ละวัสดุแล้ว ขั้นต่อไปคือกำหนดว่ารองเท้าต้องทำหน้าที่อะไรเป็นหลัก เพราะวัสดุที่เหมาะกับรองเท้าวิ่ง อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับรองเท้าทำงานหรือรองเท้าที่ใช้บนพื้นเปียก

ลักษณะการใช้งาน วัสดุที่ควรดู สิ่งที่ต้องเช็กเพิ่ม
รองเท้าวิ่งหรือรองเท้าเดินที่เน้นความเบา EVA, PU การรองรับแรง การยุบตัว และน้ำหนัก
รองเท้าที่ต้องทนการสึกหรอ TPU, Rubber ความทนการเสียดสีและการงอ
รองเท้าแตะหรือรองเท้าแฟชั่น EVA, PVC, Rubber ความสบาย ความยืดหยุ่น และต้นทุน
รองเท้าที่ต้องการพื้นนุ่ม EVA, PU ความหนาแน่นและการคืนตัวหลังโดนกด
รองเท้าที่ใช้บนพื้นเปียกหรือพื้นลื่น Rubber หรือสูตรที่ผ่านการทดสอบ ผลทดสอบการยึดเกาะบนพื้นจริง
รองเท้าที่ต้องมีชิ้นส่วนเสริมโครงสร้าง TPU หรือวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อหน้าที่นั้น ความแข็ง ความคงรูป และการยึดติดกับส่วนอื่น

ตารางนี้เป็นแนวทางคัดเลือกเบื้องต้น ไม่ได้รับรองว่าวัสดุไหนผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัยแล้ว ผู้ผลิตควรทดสอบชิ้นงานจริงตามประเภทและสภาพการใช้งานของรองเท้า

ปัจจัยที่ควรเช็กก่อนเลือกวัสดุผลิตพื้นรองเท้า

สำหรับโรงงานและแบรนด์ ให้เริ่มจากข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เลือกจากชื่อวัสดุหรือราคาต่อหน่วยอย่างเดียว

1. น้ำหนักและความสบาย

กำหนดก่อนว่าอยากได้พื้นที่เบา นุ่ม หรือมั่นคงเป็นพิเศษ แล้วค่อยเทียบความหนาแน่นและโครงสร้างของแต่ละสูตร

2. ความทนการสึกหรอ

ถ้ารองเท้าต้องใช้นานหรือเสียดสีกับพื้นบ่อย ให้ดูผลทดสอบการเสียดสีและการงอซ้ำ ว่าวัสดุเหมาะกับอายุการใช้งานที่ต้องการไหม

3. การยึดเกาะบนพื้นผิว

การยึดเกาะไม่ได้ขึ้นกับวัสดุอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับลายดอกยางและลักษณะพื้นด้วย SATRA TM144 เป็นหนึ่งในวิธีทดสอบแรงเสียดทานระหว่างรองเท้ากับพื้น ซึ่งกำหนดสภาวะทดสอบให้ตรงกับพื้นเปียกหรือสารปนเปื้อนบางประเภทได้

4. ความเข้ากันได้กับกระบวนการผลิต

แต่ละวัสดุอาจใช้กระบวนการขึ้นรูปและเงื่อนไขการผลิตต่างกัน ผู้ผลิตจึงควรประเมินแม่พิมพ์ เครื่องจักร ความแม่นยำของชิ้นงาน และการยึดติดระหว่างพื้นกับส่วนบนของรองเท้า

5. ต้นทุนรวมของการผลิต

นอกจากราคาวัตถุดิบ ให้นับต้นทุนแม่พิมพ์ ของเสียจากการผลิต เวลาผลิต และการทดสอบคุณภาพด้วย เพราะวัสดุที่ถูกกว่าไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่าเสมอไป

การผลิตพื้นรองเท้ากับ PAF

สำหรับแบรนด์รองเท้าหรือธุรกิจที่กำลังพัฒนาสินค้า ควรเลือกวัสดุไปพร้อมกับดูความสามารถในการผลิตและข้อกำหนดของชิ้นงาน

PAF มีบริการผลิตพื้นรองเท้าผ่านบริษัท แอดแวนเทจ ฟุตแวร์ จำกัด ครอบคลุมวัสดุและชิ้นส่วน EVA, Rubber, PU, IP, Outsole และ Unit Sole Assembly รวมถึงพัฒนาสูตรคอมพาวด์และยางให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

บริการผลิตพื้นรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า — PAF\

สำหรับธุรกิจที่อยากพัฒนาพื้นรองเท้าและเลือกวัสดุให้เหมาะกับสินค้า ดูรายละเอียดวัสดุและขอบเขตบริการได้ที่หน้าเว็บไซต์\

ดูรายละเอียดบริการผลิตพื้นรองเท้าของ PAF

ถ้ากำลังพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ ให้เตรียมข้อมูลประเภทการใช้งาน คุณสมบัติที่ต้องการ และข้อกำหนดด้านต้นทุนไว้ก่อน จะประเมินวัสดุและแนวทางการผลิตได้ตรงขึ้น ส่วนรายละเอียดสูตรวัสดุและความสามารถในการผลิตแต่ละแบบ ควรยืนยันกับผู้ผลิตโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

EVA กับ PU ต่างกันอย่างไร?\

มักถูกเลือกเมื่อเน้นความเบาและนุ่ม ส่วน PU เป็นกลุ่มวัสดุที่ปรับคุณสมบัติได้หลากหลาย รวมถึงทำเป็นโฟมสำหรับพื้นรองเท้า ควรเลือกจากความหนาแน่น การคืนตัว และความทนทานของสูตรจริง

TPU กับ PU เป็นวัสดุชนิดเดียวกันไหม?\

ไม่เชิง TPU คือโพลียูรีเทนชนิดเทอร์โมพลาสติกที่ขึ้นรูปด้วยความร้อนได้ ส่วน PU เป็นชื่อกลุ่มวัสดุโพลียูรีเทนที่มีหลายคุณสมบัติและหลายกระบวนการผลิต จึงไม่ควรใช้คุณสมบัติของ TPU แทน PU ทุกชนิด

พื้นรองเท้า EVA ลื่นกว่าพื้นยางจริงไหม?\

สรุปจากชื่อวัสดุอย่างเดียวไม่ได้ การยึดเกาะขึ้นกับสูตรวัสดุ ลายดอกยาง สภาพพื้น และความชื้น ถ้าอยากมั่นใจ ให้ใช้ผลทดสอบการยึดเกาะในสภาวะที่ตรงกับการใช้งานจริง

ถ้าอยากได้พื้นรองเท้าที่ทนทาน ควรเลือก TPU หรือยาง?\

;ทั้งสองชนิดพัฒนาให้ทนทานได้ ให้ดูก่อนว่าเน้นความทนการสึกหรอ ความยืดหยุ่น น้ำหนัก หรือการยึดเกาะเป็นหลัก แล้วค่อยเทียบผลทดสอบของสูตรที่เป็นตัวเลือก

โรงงานควรทดสอบอะไรบ้างก่อนเลือกวัสดุพื้นรองเท้า?\

ความแข็ง การสึกหรอ การงอซ้ำ การยึดเกาะ และความแข็งแรงของการยึดติดระหว่างชิ้นส่วน ตามข้อกำหนดของรองเท้าและลักษณะการใช้งาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *