MATERIAL CARE · FOOTWEAR
ทำไมพื้นรองเท้าบางชนิดถึงเสื่อมสภาพ แตก หรือร่วน แม้ไม่ได้ใส่บ่อย?
ทำไมพื้นรองเท้าบางชนิดถึงเสื่อมสภาพ แตก หรือร่วน แม้ไม่ได้ใส่บ่อย?
พื้นรองเท้าที่แตก ร่วน หรือหลุดเป็นชิ้น ๆ ทั้งที่แทบไม่ได้ใส่ มักเกิดจากวัสดุเสื่อมตามอายุ โดยเฉพาะพื้นที่ทำจากโพลียูรีเทน (PU) บางสูตร ซึ่งเกิดไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ได้เมื่อโดนความชื้นนาน ๆ โครงสร้างทางเคมีของวัสดุจะเปลี่ยนไปจนเสียความแข็งแรง ต่อให้เก็บรองเท้าไว้ในตู้ก็ตาม
แต่พื้นรองเท้าแตกหรือร่วนก็ไม่ได้มาจากไฮโดรไลซิสทุกครั้ง อาจเกี่ยวกับอายุวัสดุ การเก็บรักษา ความเสียหายจากการใช้งาน หรือปัญหาในการผลิตก็ได้ การแยกสาเหตุให้ถูกจึงสำคัญทั้งกับคนใส่และผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า
ทำไมรองเท้าที่แทบไม่ได้ใส่ยังเสื่อมได้?
ไม่ค่อยได้ใส่ไม่ได้แปลว่าวัสดุจะหยุดเสื่อม วัสดุพื้นรองเท้ายังเปลี่ยนไปตามเวลาและสภาพแวดล้อม แม้ไม่มีแรงกดหรือแรงเสียดสีจากการเดิน
ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือรองเท้าบูตหรือรองเท้าทำงานที่เก็บไว้นาน พอหยิบมาใส่อีกครั้ง พื้นก็แตกหรือร่วนทันที เรื่องนี้มีคนพูดถึงในชุมชนผู้ใช้จริง โดยเฉพาะรองเท้าที่มีส่วนประกอบเป็น PU ซึ่งเสื่อมได้ระหว่างเก็บ
สาเหตุหลักที่ควรดูมีดังนี้
1. ไฮโดรไลซิส: สาเหตุหลักที่ทำให้พื้น PU บางชนิดแตกและร่วน
ไฮโดรไลซิสคือกระบวนการทางเคมีที่น้ำทำให้พันธะบางชนิดในวัสดุแตกออก ใน PU บางสูตร กระบวนการนี้ทำให้โครงสร้างพอลิเมอร์อ่อนลง จนวัสดุเสียความยืดหยุ่นและความแข็งแรงในที่สุด
ไฮโดรไลซิสเกิดขึ้นได้อย่างไร?
- ความชื้นในอากาศ หรือความชื้นที่สะสมในรองเท้า สัมผัสกับวัสดุ PU
- ความชื้นทำให้โครงสร้างของวัสดุที่ไวต่อไฮโดรไลซิสเปลี่ยนแปลงทางเคมี
- ยิ่งเสื่อมต่อไป วัสดุก็ยิ่งเสียความแข็งแรงและความยืดหยุ่น
- พื้นรองเท้าเริ่มแตก เปราะ ร่วน หรือหักเมื่อโดนแรงกดและแรงงอ
ความร้อนและความชื้นสูงเร่งการเสื่อมของ PU บางสูตรได้ โดยเฉพาะเมื่อเก็บรองเท้าในที่อับชื้น หรือเก็บทั้งที่ยังเปียก
PU แต่ละสูตรทนไฮโดรไลซิสไม่เท่ากัน เช่น PU แบบ polyether โดยทั่วไปทนไฮโดรไลซิสได้ดีกว่า PU แบบ polyester ในหลายการใช้งาน แต่คุณสมบัติอื่นอย่างความทนน้ำมันก็ต่างกันตามสูตรและการออกแบบ
สัญญาณที่บอกว่าพื้น PU อาจกำลังเสื่อม
- พื้นแตกร้าวทั้งที่ดอกยางยังเหลือเยอะ
- วัสดุเปราะ แตกเป็นผงหรือเศษเล็ก ๆ
- พื้นหลุดจากส่วนบน และเนื้อวัสดุบางส่วนเริ่มร่วน
- พื้นไม่ยืดหยุ่นแล้ว หรือแตกทันทีที่เริ่มงอ
อาการเหล่านี้ทำให้ตั้งข้อสงสัยได้ แต่ยืนยันสาเหตุจากหน้าตาอย่างเดียวไม่ได้
2. ความร้อนและความชื้น: สภาพแวดล้อมที่เร่งการเสื่อม
สภาพแวดล้อมมีผลกับอายุของวัสดุพื้นรองเท้า โดยเฉพาะรองเท้าที่เก็บในที่ร้อน ชื้น หรืออากาศไม่ถ่ายเท
ปัจจัยที่ต้องระวัง
- ความชื้นสูง: วัสดุที่ไวต่อไฮโดรไลซิสจะเสื่อมเร็วขึ้น
- ความร้อนสะสม: เร่งปฏิกิริยาเสื่อมทางเคมีบางประเภทได้
- เก็บรองเท้าทั้งที่เปียก: ความชื้นค้างอยู่ในรองเท้า โดยเฉพาะในที่ปิด
- เก็บไว้นาน: วัสดุมีเวลาเปลี่ยนแปลงตามอายุ แม้ไม่ได้ใช้
ประเทศไทยอากาศร้อนชื้น การเก็บรองเท้าในตู้ปิดหรือที่อับชื้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ โดยเฉพาะรองเท้าเซฟตี้และรองเท้าทำงานที่ใช้พื้น PU
แต่ก็ไม่ใช่ว่ารองเท้าทุกคู่ที่เก็บในตู้จะเสื่อม อัตราการเสื่อมขึ้นกับชนิดวัสดุ สูตรการผลิต อายุของชิ้นงาน และสภาพการเก็บรวมกัน
3. อายุของวัสดุและการเสื่อมตามเวลา
วัสดุพื้นรองเท้าแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานต่างกัน รองเท้าอาจดูใหม่จากภายนอก แต่ส่วนประกอบด้านในอาจเสื่อมไปแล้ว
นอกจากไฮโดรไลซิส วัสดุบางประเภทอาจเกิดออกซิเดชัน สูญเสียสารที่ช่วยให้ยืดหยุ่น หรือโครงสร้างเปลี่ยนไปเมื่อเจอความร้อนและสภาพแวดล้อมเป็นเวลานาน
อายุรองเท้าจึงไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่ใส่อย่างเดียว ต้องดูอายุวัสดุและสภาพการเก็บด้วย
งานศึกษาวัสดุ PU จากพื้นรองเท้าเก่าที่เก็บในพิพิธภัณฑ์ พบการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับไฮโดรไลซิส และพบว่าการเร่งอายุในห้องแล็บจำลองการเสื่อมตามธรรมชาติได้ไม่ครบทุกด้าน
ผู้ผลิตจึงไม่ควรใช้การทดสอบระยะสั้นอย่างเดียวมารับประกันอายุการใช้งานระยะยาว โดยไม่ดูข้อจำกัดของวิธีทดสอบ
4. ปัญหาจากการผลิต: เมื่อพื้นรองเท้าเสียเร็วกว่าที่ควร
พื้นรองเท้าที่แตกหรือหลุดไม่ได้มาจากการเสื่อมตามอายุเสมอไป บางกรณีเกี่ยวกับการเลือกวัสดุ สูตรผสม หรือการควบคุมการผลิตที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดของชิ้นงาน
ประเด็นที่โรงงานควรตรวจ
- เลือกสูตรวัสดุไม่เหมาะกับการใช้งาน: เช่น ใช้สูตรที่ทนความชื้นไม่พอ กับรองเท้าที่ต้องเจอความชื้นเป็นประจำ
- การควบคุมการขึ้นรูป: เงื่อนไขการผลิตที่ไม่เหมาะอาจทำให้ชิ้นงานมีคุณสมบัติไม่สม่ำเสมอ
- คุณภาพการยึดติด: ถ้าพื้นหลุดจากส่วนบน อาจมาจากการยึดติดระหว่างวัสดุหรือระบบกาว ไม่ใช่เนื้อพื้นแตกตัว
- ความไม่สม่ำเสมอระหว่างล็อต: ถ้าบางล็อตเสียเร็วกว่าล็อตอื่น ให้ตรวจวัตถุดิบ สูตรผสม และบันทึกการผลิต
รายการนี้ใช้วิเคราะห์หาสาเหตุ ไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าที่เสียมาจากความผิดพลาดของโรงงาน
แยกปัญหาวัสดุเสื่อมออกจากปัญหาการผลิตอย่างไร?
| สิ่งที่พบ | สาเหตุที่ควรตรวจ |
|---|---|
| เนื้อพื้น PU ร่วนหรือแตกทั่วทั้งพื้น | อายุวัสดุและความเป็นไปได้ของไฮโดรไลซิส |
| พื้นแตกตรงจุดที่งอซ้ำ ๆ | ความทนการงอ สูตรวัสดุ และลักษณะการใช้งาน |
| พื้นหลุดจากส่วนบน แต่เนื้อพื้นยังแข็งแรง | ระบบกาว การเตรียมผิว และกระบวนการยึดติด |
| ชิ้นงานล็อตเดียวกันเสียคล้ายกันในเวลาใกล้กัน | วัตถุดิบ สูตรผสม และเงื่อนไขการผลิต |
| พื้นเปลี่ยนสภาพหลังเก็บในที่ชื้นนาน ๆ | สภาพการเก็บ ร่วมกับความไวต่อความชื้นของวัสดุ |
ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น ถ้าต้องการหาสาเหตุที่แน่ชัด อาจต้องตรวจเอกสารการผลิตและทดสอบวัสดุในห้องแล็บ
5. วิธีเก็บรองเท้าให้พื้นไม่เสื่อมก่อนเวลา
หยุดการเสื่อมตามธรรมชาติของวัสดุไม่ได้ทั้งหมด แต่เก็บให้ถูกวิธีช่วยลดความเสี่ยงได้
- ทำให้รองเท้าแห้งก่อนเก็บ โดยเฉพาะหลังโดนฝน เหงื่อ หรือน้ำ
- เก็บในที่แห้งและอากาศถ่ายเท เลี่ยงที่ร้อนชื้นและอับอากาศ
- อย่าทิ้งรองเท้าเปียกไว้ในถุงหรือกล่องปิดสนิทนาน ๆ
- เช็กรองเท้าที่เก็บไว้นานก่อนใส่ ดูรอยแตก การร่วน และพื้นที่เริ่มแยก
- ทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะวัสดุและวิธีเก็บของรองเท้าแต่ละแบบต่างกัน
SATRA ซึ่งเป็นองค์กรทดสอบและวิจัยด้านอุตสาหกรรมรองเท้า ระบุว่ารองเท้าที่มีส่วนประกอบ PU เสื่อมจากความชื้นในอากาศได้แม้ไม่ได้ใส่ และแนะนำให้เก็บในที่เย็น แห้ง และอากาศถ่ายเท
ข้อควรระวัง: ถ้าพื้นเริ่มร่วนหรือแตกชัดเจน อย่าใส่ต่อ โดยเฉพาะรองเท้าเซฟตี้ที่ต้องปกป้องคนใส่ในพื้นที่เสี่ยง เพราะพื้นที่เสื่อมแล้วอาจทำหน้าที่ได้ไม่ตามที่ออกแบบไว้
โรงงานผลิตชิ้นส่วนรองเท้าควรตรวจอะไรเพื่อป้องกันการเสื่อม?
สำหรับผู้ผลิตและผู้พัฒนาชิ้นส่วน การป้องกันควรเริ่มตั้งแต่เลือกสูตรวัสดุและกำหนดข้อกำหนดคุณภาพ ไม่ใช่รอให้พื้นเสียหลังวางขายแล้ว
แนวทางตรวจที่สำคัญ
- เลือกสูตรวัสดุตามสภาพการใช้งาน: ดูความชื้น ความร้อน การสัมผัสน้ำมัน และอายุการใช้งานที่คาดหวัง
- ทดสอบความทนไฮโดรไลซิส: ใช้วิธีที่เหมาะกับวัสดุ เช่น SATRA TM344 ซึ่งประเมินการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเชิงกลหลังผ่านสภาวะเร่งการเสื่อมในสภาพแวดล้อมอุ่นและชื้น
- ทดสอบคุณสมบัติเชิงกลหลังเร่งอายุ: เช่น ความต้านทานการแตกร้าวจากการงอ แรงดึง และความทนการฉีกขาด
- ควบคุมกระบวนการผลิต: บันทึกวัตถุดิบ สูตรผสม และเงื่อนไขการขึ้นรูป เพื่อตรวจย้อนกลับได้เมื่อเจอปัญหา
- กำหนดเงื่อนไขการเก็บและขนส่ง: คำนึงถึงระยะเวลาตั้งแต่ผลิตจนถึงส่งมอบและใช้งานจริง
SATRA TM344 เป็นวิธีทดสอบผลของไฮโดรไลซิส ไม่ได้รับประกันว่ารองเท้าจะใช้ได้กี่ปี ผลทดสอบจึงควรอ่านคู่กับข้อมูลสูตรวัสดุและเงื่อนไขการใช้งานจริง
บริการผลิตพื้นรองเท้าของ PAF
สำหรับธุรกิจที่กำลังพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ หรือเจอปัญหาความทนทานของชิ้นส่วนพื้นรองเท้า ดูบริการผลิตพื้นรองเท้าของ PAF ได้
งานผลิตพื้นรองเท้า — PAF
บริษัท แอดแวนเทจ ฟุตแวร์ จำกัด รับผลิตพื้นรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า เช่น EVA, Rubber, PU, IP, Outsole และ Unit Sole Assembly และมีห้องแล็บภายในสำหรับพัฒนาสูตรคอมพาวด์และยางตามความต้องการของลูกค้า
ดูรายละเอียดบริการผลิตพื้นรองเท้า
ถ้ากำลังประเมินปัญหาพื้นรองเท้าแตกหรือร่วน ให้แจ้งผู้ผลิตถึงชนิดวัสดุ ลักษณะความเสียหาย สภาพการเก็บ และอายุของชิ้นงาน จะช่วยให้รู้ว่าควรตรวจสูตรวัสดุ กระบวนการผลิต หรือระบบการยึดติดส่วนไหนเพิ่ม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมรองเท้าที่ไม่เคยใส่ถึงพื้นแตกหรือร่วน?
วัสดุพื้นรองเท้ายังเสื่อมตามเวลาได้แม้ไม่ได้ใช้ โดยเฉพาะ PU บางสูตรที่ไวต่อไฮโดรไลซิสจากความชื้นในอากาศ ความร้อนและสภาพการเก็บยิ่งเร่งให้เร็วขึ้น
พื้นรองเท้า PU ทุกชนิดมีโอกาสร่วนไหม?
มีหลายสูตร และทนไฮโดรไลซิสได้ไม่เท่ากัน จึงไม่ควรเหมารวมว่าทุกชนิดจะเสื่อมเร็วเท่ากัน ให้ดูชนิดเคมีของวัสดุ ผลทดสอบ และสภาพการใช้งานประกอบกัน
พื้นรองเท้าเริ่มร่วนแล้ว ซ่อมได้ไหม?
ขึ้นกับตำแหน่งและระดับความเสียหาย ถ้าแค่กาวหลุดแต่เนื้อพื้นยังแข็งแรง อาจซ่อมได้ แต่ถ้าเนื้อวัสดุแตกตัวหรือร่วนทั่วทั้งพื้น การติดกาวทับมักไม่แก้ปัญหาการเสื่อมด้านใน ควรให้ช่างรองเท้าประเมินก่อน
โรงงานจะรู้ได้ยังไงว่าวัสดุ PU ทนไฮโดรไลซิสไหม?
ใช้การทดสอบเร่งการเสื่อม เช่น SATRA TM344 แล้วเทียบคุณสมบัติเชิงกลก่อนและหลังทดสอบ วิธีนี้ช่วยประเมินความทนไฮโดรไลซิสได้ แต่บอกอายุการใช้งานจริงแบบแม่นยำด้วยตัวเองไม่ได้
ควรเปลี่ยนจาก PU เป็น EVA หรือยางทั้งหมดไหม?
ไม่จำเป็น วัสดุแต่ละชนิดมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน การเลือกวัสดุทดแทนต้องดูหน้าที่ของพื้นรองเท้า น้ำหนัก ความยืดหยุ่น ความทนทาน กระบวนการผลิต และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ไม่ใช่ดูแค่ความทนไฮโดรไลซิสอย่างเดียว