โรงงานผลิตชิ้นส่วนรองเท้าควรตรวจสอบคุณภาพอะไรบ้างก่อนส่งให้ผู้ผลิตรองเท้า?
ก่อนส่งชิ้นส่วนให้โรงงานประกอบรองเท้า ผู้ผลิตควรตรวจ 7 เรื่องหลัก คือ ขนาดและรูปทรง ความแข็ง ความทนการงอ ความทนการสึกหรอ การยึดติด ความสม่ำเสมอระหว่างล็อต และสารเคมีที่อาจเป็นข้อกังวลตามชนิดวัสดุและตลาดปลายทาง
การตรวจที่ถูกต้องต้องอิง ข้อกำหนดของชิ้นส่วนแต่ละประเภท (Product Specification) ไม่ใช่ใช้รายการทดสอบชุดเดียวกับพื้นรองเท้า แผ่นรองด้านใน ชิ้นส่วนพลาสติก และอุปกรณ์โลหะทั้งหมด เพราะแต่ละชิ้นทำหน้าที่ต่างกันและมีความเสี่ยงต่างกัน
เช่น
- พื้นชั้นนอก: เน้นการสึกหรอ การงอ และการยึดเกาะ
- ชิ้นส่วนที่ต้องประกบกับส่วนอื่น: เน้นความแม่นยำของขนาดและความแข็งแรงของรอยยึดติด
- ชิ้นส่วนที่สัมผัสผิว หรืออยู่ภายใต้ข้อกำหนดของตลาดเฉพาะ: ประเมินสารเคมีที่เกี่ยวข้องเพิ่ม
1. ตรวจขนาด รูปทรง และความหนาของชิ้นงาน
การตรวจขนาดเป็นพื้นฐานที่ทำให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนประกอบเข้ากับรองเท้าได้ตรงแบบ ถ้าพื้นรองเท้ายาวหรือหนาคลาดเคลื่อน หรือทรงไม่ตรงแม่พิมพ์ จะกระทบทั้งการประกอบ หน้าตา และการใช้งานของรองเท้าสำเร็จรูป
สิ่งที่ควรตรวจ
- ความยาว ความกว้าง และความหนาของชิ้นงาน
- ทรงและตำแหน่งของส่วนประกอบสำคัญ
- น้ำหนักชิ้นงาน ถ้ากำหนดไว้ในสเปก
- ความเรียบร้อยของขอบและผิว
- การหดตัวหรือเสียรูปหลังขึ้นรูป
ใช้เครื่องมือวัดที่เหมาะ เช่น เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ เครื่องวัดความหนา หรือเครื่องชั่ง แล้วเทียบผลกับแบบทางเทคนิคหรือตัวอย่างมาตรฐานที่อนุมัติแล้ว
สำหรับพื้นรองเท้า SATRA TM136 เป็นวิธีทดสอบสำหรับวัดความหนาของวัสดุพื้นรองเท้าและชุดพื้นรองเท้าโดยเฉพาะ
2. ตรวจความแข็งและคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุ
ความแข็งของวัสดุมีผลกับความรู้สึกตอนใส่ ความยืดหยุ่น และการทำงานของชิ้นส่วน จึงต้องตรวจให้ตรงค่าที่กำหนดไว้สำหรับผลิตภัณฑ์นั้น
เช่น พื้น EVA หรือ PU ที่เป็นโฟม อาจต้องวัดความแข็งด้วยวิธีที่เหมาะกับวัสดุเนื้อนุ่ม ส่วนพื้นยางหรือพลาสติกอาจใช้เครื่องวัดคนละช่วงสเกล
สิ่งที่ควรตรวจ
- ความแข็งตามสเกลที่ระบุในข้อกำหนด
- ความหนาแน่นของวัสดุ ถ้าเกี่ยวกับสมรรถนะของชิ้นงาน
- น้ำหนักและความสม่ำเสมอระหว่างชิ้น
- การคืนรูปหรือการยุบตัวหลังโดนกด สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องรับแรง
SATRA กำหนดวิธีวัดความแข็งของยาง PU และพลาสติกไว้ใน TM205 และมีวิธีทดสอบคุณสมบัติอื่นให้เลือกตามชนิดวัสดุและการใช้งาน
แต่ความแข็งอย่างเดียวยืนยันไม่ได้ว่าวัสดุจะทนหรือใส่สบาย ต้องดูผลทดสอบอื่นประกอบด้วย
3. ตรวจความทนการงอและการแตกร้าว
พื้นรองเท้าต้องรับแรงงอซ้ำ ๆ จากการเดิน วิ่ง และเคลื่อนไหว ถ้าวัสดุหรือแบบชิ้นงานไม่เหมาะ อาจแตกร้าว โดยเฉพาะตรงจุดที่รับแรงซ้ำเป็นประจำ
โรงงานจึงควรตรวจว่าวัสดุทนการงอได้ตามเกณฑ์ไหม โดยดู
- รอยร้าวหลังงอครบจำนวนรอบที่กำหนด
- การขยายตัวของรอยตัดหรือรอยร้าวเดิม
- ความเสียหายตรงแนวพับหรือจุดที่มีความเค้นสูง
- การเปลี่ยนแปลงของวัสดุหลังผ่านสภาวะทดสอบที่เกี่ยวข้อง
SATRA TM161 คือวิธีทดสอบการขยายตัวของรอยตัดจากการงอซ้ำ (Bennewart flex test) ใช้ประเมินพื้นรองเท้าและชิ้นส่วนที่ยืดหยุ่นบางประเภทได้
ควรเลือกวิธีทดสอบโดยดูลายดอกยาง ความหนา และการใช้งานจริง เพราะวิธีที่เหมาะกับแผ่นวัสดุเรียบ อาจไม่เหมาะกับพื้นที่มีลายลึกหรือโครงสร้างซับซ้อน
4. ตรวจความทนการสึกหรอ
พื้นชั้นนอกสัมผัสพื้นและเสียดสีอยู่ตลอด การทดสอบความทนการสึกหรอจึงช่วยประเมินว่าวัสดุสูญเสียเนื้อแค่ไหนภายใต้เงื่อนไขทดสอบ
การทดสอบอาจรวมถึง
- วัดมวลหรือปริมาตรที่หายไปหลังเสียดสี
- ตรวจร่องรอยความเสียหายบนผิว
- เทียบผลกับเกณฑ์ของลูกค้าหรือวัสดุอ้างอิง
- ประเมินรูปแบบการสึกเมื่อทดสอบพื้นรองเท้าทั้งชุด
SATRA TM174 ทดสอบความทนการสึกหรอของวัสดุพื้นรองเท้าด้วยเครื่องแบบดรัมหมุน ส่วน TM362 ประเมินการสึกของพื้นรองเท้าโดยจำลองแรงจากการเดิน
ผลทดสอบวัสดุอย่างเดียวบอกอายุการใช้งานรองเท้าได้ไม่แม่นยำ เพราะลายดอกยาง โครงสร้างพื้น และพฤติกรรมการใช้งานก็มีผลด้วย
5. ตรวจความแข็งแรงของการยึดติด
ถ้าชิ้นส่วนต้องติดกับส่วนอื่น เช่น พื้นชั้นนอกกับพื้นชั้นกลาง หรือพื้นรองเท้ากับส่วนบน ความแข็งแรงของรอยยึดติดเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจ
ดูอย่างน้อย 3 เรื่อง
- แรงยึดติด: รอยต่อทนแรงลอกหรือแรงดึงได้ตามข้อกำหนดไหม
- การเตรียมผิว: ผิวและวัสดุเข้ากับระบบกาวหรือวิธียึดติดหรือเปล่า
- ความสม่ำเสมอของกระบวนการ: อุณหภูมิ เวลา แรงกด และการเตรียมผิว อยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไหม
SATRA TM401 ใช้ประเมินแรงลอกของรอยยึดติดระหว่างวัสดุ ส่วน TM404 เป็นวิธีทดสอบการยึดติดของพื้นกับส่วนบนในรองเท้าสำเร็จรูป
ถ้าพื้นรองเท้าหลุด ไม่ได้แปลว่าเนื้อพื้นคุณภาพต่ำเสมอไป สาเหตุอาจอยู่ที่กาว การเตรียมผิว หรือเงื่อนไขการประกอบ
6. ตรวจความสม่ำเสมอของชิ้นงานระหว่างล็อต
ถึงตัวอย่างจะผ่านการตรวจแล้ว แต่ชิ้นงานในล็อตจริงก็ต้องมีคุณสมบัติใกล้กับตัวอย่างที่อนุมัติ โรงงานจึงต้องมีระบบตรวจความสม่ำเสมอและตรวจย้อนกลับได้
สิ่งที่ควรคุม
- สีและลักษณะผิว
- ขนาด น้ำหนัก และความหนา
- ความแข็งหรือความหนาแน่นตามข้อกำหนด
- ตำหนิ เช่น ฟองอากาศ รอยแหว่ง ครีบส่วนเกิน หรือขึ้นรูปไม่เต็ม
- ความต่างระหว่างล็อต และการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ
กำหนดแผนสุ่มตรวจตามปริมาณผลิตและระดับความเสี่ยง บันทึกผลตรวจ และแยกชิ้นงานที่ไม่ผ่านออกจากสินค้าพร้อมส่ง
ถ้าเจอปัญหา ให้ตรวจย้อนกลับไปที่วัตถุดิบ เครื่องจักร แม่พิมพ์ และเงื่อนไขการผลิต เพื่อหาสาเหตุและกันไม่ให้เกิดซ้ำ ไม่ใช่แค่คัดชิ้นเสียทิ้ง
7. ตรวจสารเคมีที่อาจพบในรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า
นอกจากคุณสมบัติทางกายภาพ โรงงานควรประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีตามชนิดวัสดุ กระบวนการผลิต ข้อกำหนดของลูกค้า และตลาดที่จะขายด้วย
เอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องคือ ISO/TR 16178:2021 — Footwear: Critical substances potentially present in footwear and footwear components ซึ่งรวบรวมสารเคมีที่อาจพบในรองเท้าและชิ้นส่วน ความเสี่ยง วัสดุที่อาจมีสารนั้น และวิธีทดสอบที่ใช้วัด
ประเด็นที่ควรดู
- สารเคมีที่อาจมาจากสูตรพลาสติก ยาง หรือสารเติมแต่ง
- สารตกค้างจากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต
- สารที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของตลาดปลายทางหรือลูกค้า
- ความจำเป็นในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในห้องแล็บ
ISO/TR 16178:2021 เป็นรายงานทางเทคนิคที่เน้นสารเคมีสำคัญ ไม่ได้ครอบคลุมการทดสอบขนาด ความแข็ง การงอ การสึกหรอ หรือการยึดติด โรงงานจึงยังต้องใช้วิธีทดสอบทางกายภาพแยกต่างหาก
อ่านรายละเอียดได้ที่ ISO/TR 16178:2021 — เว็บไซต์ ISO
ตารางสรุปรายการตรวจคุณภาพก่อนส่งมอบ (QC Checklist)
ใช้ตารางนี้เป็นแนวทางทำ Quality Control Checklist สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนรองเท้าได้ โดยกำหนดเกณฑ์ผ่าน–ไม่ผ่านให้ตรงสเปกของลูกค้า
| รายการตรวจ | ตัวอย่างวิธีตรวจ | ชิ้นส่วนที่ควรตรวจ |
|---|---|---|
| ขนาดและความหนา | เครื่องมือวัดเทียบแบบ | พื้นรองเท้า แผ่นรอง และชิ้นส่วนขึ้นรูป |
| ความแข็ง | Durometer ตามชนิดวัสดุ | ยาง PU และพลาสติก |
| ความทนการงอ | ทดสอบการงอซ้ำและการขยายตัวของรอยร้าว | พื้นรองเท้าและวัสดุยืดหยุ่น |
| ความทนการสึกหรอ | ทดสอบการเสียดสีและวัดเนื้อวัสดุที่หายไป | พื้นชั้นนอก |
| ความแข็งแรงของรอยยึดติด | ทดสอบแรงลอกหรือแรงยึดติด | พื้นรองเท้าที่ประกบหรือติดกาว |
| ความสม่ำเสมอของชิ้นงาน | สุ่มตรวจขนาด สี น้ำหนัก และตำหนิ | ชิ้นส่วนทุกประเภทตามความเสี่ยง |
| สารเคมี | ทดสอบสารที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนด | วัสดุที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ |
อ้างอิงแนวทางทดสอบจาก SATRA Test Methods ซึ่งรวบรวมวิธีทดสอบวัสดุและชิ้นส่วนรองเท้าไว้หลายประเภท
การผลิตชิ้นส่วนรองเท้ากับ PAF
งานผลิตพื้นรองเท้า — PAF
บริษัท แอดแวนเทจ ฟุตแวร์ จำกัด (AVF) ผลิตและรับจ้างผลิตพื้นรองเท้าและชิ้นส่วน เช่น EVA, Rubber, PU, IP, Outsole และ Unit Sole Assembly และมีห้องแล็บภายในสำหรับพัฒนาสูตรคอมพาวด์และยางตามความต้องการของลูกค้า
ดูรายละเอียดงานผลิตพื้นรองเท้าของ PAF
สำหรับแบรนด์ที่กำลังพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ ให้กำหนดสเปกและรายการทดสอบให้ชัดก่อนเริ่มผลิต และตกลงเกณฑ์ตรวจรับกับโรงงานผลิตชิ้นส่วน ชิ้นงานที่ส่งมอบจะได้ประกอบต่อได้ตามข้อกำหนด ส่วนรายละเอียดการทดสอบที่ต้องการ สอบถามกับบริษัทได้โดยตรง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรงงานผลิตชิ้นส่วนรองเท้าต้องทดสอบทุกชิ้นไหม?
ไม่ต้องทดสอบทุกชิ้นในห้องแล็บเสมอไป ใช้การตรวจด้วยสายตา การวัดขนาด และแผนสุ่มตรวจแต่ละล็อตได้ แล้วเลือกทดสอบเพิ่มตามความเสี่ยงและข้อกำหนดของลูกค้า
ตรวจแค่ความแข็งพอไหม?
ไม่พอ ความแข็งไม่ได้บอกความทนการงอ การสึกหรอ หรือความแข็งแรงของรอยยึดติด ต้องเลือกการทดสอบให้ตรงกับหน้าที่ของชิ้นส่วน
ISO/TR 16178:2021 ใช้ตรวจอะไร?
ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเรื่องสารเคมีสำคัญที่อาจพบในรองเท้าและชิ้นส่วน รวมถึงวัสดุที่อาจมีสารนั้น ความเสี่ยง และวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ
ถ้าพื้นรองเท้าหลุดจากตัวรองเท้า ควรตรวจอะไร?
ตรวจทั้งความแข็งแรงของรอยยึดติด การเตรียมผิว ระบบกาว และเงื่อนไขการประกอบ อย่าสรุปว่ามาจากคุณภาพเนื้อพื้นอย่างเดียว
ควรกำหนดเกณฑ์ผ่าน–ไม่ผ่านจากไหน?
จากข้อกำหนดของลูกค้า แบบทางเทคนิค ข้อกำหนดของตลาดปลายทาง และมาตรฐานการทดสอบที่เหมาะ ไม่ควรตั้งตัวเลขเองโดยไม่มีข้อมูลรองรับ